รายการลดหย่อนภาษีของปี 2568 ที่ใช้ยื่นในปี 2569 มีอะไรบ้าง ครบทุกหมวด
การวางแผนจากรายการลดหย่อนภาษี 2568 ที่ใช้ยื่นในปี 2569 เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมตัวจ่ายภาษีประจำปี ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยเมื่อกล่าวถึง การจ่ายภาษี ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในหน้าที่ของผู้มีรายได้ที่มีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งเงินจากการจ่ายภาษีของเราทุกคนนั้นก็เป็นรายได้หลักที่รัฐบาลนำไปใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการให้บริการสาธารณะอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแก่คนในสังคมต่อไป
สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเสียภาษี และกำลังหาแนวทางคำนวณภาษี เพื่อวางแผนการเงินในช่วงที่ต้องจ่ายภาษี บทความนี้ได้รวบรวมเอารายการลดหย่อนภาษี 2568 ที่จะใช้ยื่นในปี 2569 มาบอกต่อเพื่อให้ผู้เสียภาษีทุกท่านไม่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิลดหย่อน เป็นอีกตัวช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ จะมีรายการไหนที่คุณสามารถใช้สิทธิได้ ลองมาดูกันเลย
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ใครต้องยื่นภาษีบ้าง?
- ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล 2568 คำนวณอย่างไร?
- เกณฑ์การเสียภาษีเป็นอย่างไร?
- เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร?
- รายการลดหย่อนภาษีปี 2568 ที่จะใช้ยื่นปี 2569 มีอะไรบ้าง?
- สามารถยื่นภาษีได้ที่ไหน และเมื่อไหร่?
- เตรียมเอกสารยื่นภาษี ต้องใช้อะไรบ้าง?
ใครต้องยื่นภาษีบ้าง?
หากเป็นคนไทย และมีรายได้รวมตลอดปีเกิน 120,000 บาท หรือคนที่แต่งงานแล้วรายได้รวมตลอดปีเกิน 220,000 บาท (เงินเดือน) หรือ 120,000 บาท (รายได้อื่น ๆ ) จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ว่าอาจจะไม่ต้องเสียภาษีจริงก็ตาม

ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล 2568 คำนวณอย่างไร?
การเตรียมตัวเสียภาษีนั้น ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวมเอกสารรายได้, การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อยื่นในปี 2569 หรือการตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษีประจำปีอย่างถูกต้อง
- ภาษีแบบเหมาจ่าย สำหรับรายได้อื่น ๆ ที่เกิน 1 ล้านบาท สามารถคิดได้เป็น 0.5% ของรายได้ (หากไม่เกิน 5,000 บาทจะได้ยกเว้น) หรือ สามารถใช้สูตรได้ ดังนี้
(รายได้ทุกประเภทยกเว้นเงินเดือน) x 0.005 = ภาษีที่ต้องชำระ
- ภาษีแบบขั้นบันได สำหรับผู้ที่เป็นพนักงานประจำ และรับเงินเดือนส่วนใหญ่ โดยมีวิธีคำนวณดังนี้
ยอดเงินได้สุทธิ = (รายได้รวม 12 เดือน - ค่าใช้จ่าย) – ค่าลดหย่อนภาษี
ยอดเงินได้สุทธิ คือ ยอดเงินทั้งหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนภาษี
รายได้รวม 12 เดือน คือ เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง เป็นต้น
ค่าใช้จ่าย สามารถลดหย่อนได้สูงสุด 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนภาษี เช่น ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัว ค่าลดหย่อนภาษีคู่สมรส ค่าลดหย่อนภาษีบุตร ประกัน กองทุนต่าง ๆ นโยบาย Easy E-Receipt 2.0 เป็นต้น
เกณฑ์การเสียภาษีเป็นอย่างไร?
- รายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท = ได้รับยกเว้นภาษี (ไม่ต้องเสียภาษี)
- รายได้สุทธิเกิน 150,000 บาท = เสียภาษีเริ่มต้นที่อัตรา 5% และเพิ่มขึ้นตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได
เงินเดือนเท่านี้ ต้องเสียภาษีเท่าไร?
| ช่วงรายได้ (บาท) | อัตราภาษี (%) |
|---|---|
0 - 150,000 | ยกเว้นภาษี (0%) |
150,001 - 300,000 | 5% |
300,001 - 500,000 | 10% |
500,001 - 750,000 | 15% |
750,001 - 1,000,000 | 20% |
1,000,001 - 2,000,000 | 25% |
2,000,001 - 5,000,000 | 30% |
5,000,001 ขึ้นไป | 35% |
รายการลดหย่อนภาษีปี 2568 ที่จะใช้ยื่นปี 2569 มีอะไรบ้าง?
โดยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถลดภาระในการจ่ายภาษีลงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีรายการลดหย่อนภาษีหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต และมีสิทธลดหย่อนที่ช่วยให้ผู้เสียภาษีได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งสิทธิลดหย่อนภาษี ถูกแบ่งไว้ดังต่อไปนี้
- สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัว และครอบครัว
- สิทธิลดหย่อนภาษีจากการออม การลงทุน และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต
- สิทธิลดหย่อนภาษีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐ
- สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาค
โดยรายละเอียดการใช้สิทธิลดหย่อนของแต่ละประเภทนั้น จะอธิบายเพิ่มเติมต่อไป
สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัว และครอบครัวมีอะไรบ้าง?
- ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวสำหรับผู้มีเงินได้
ผู้มีเงินได้ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวได้ จำนวน 60,000 บาท เป็นสิทธิพื้นฐานที่สามารถลดหย่อนได้ทุกคน
- ค่าลดหย่อนภาษีคู่สมรส
ผู้ที่มีคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายและคู่สมรส (ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ จำนวน 60,000 บาท โดยฝ่ายที่มีเงินได้จะเป็นผู้ยื่นภาษี แต่ในกรณีที่เป็นผู้มีเงินได้ทั้งคู่ ก็สามารถเลือกยื่นภาษีรวมกัน หรือแยกกันก็ได้
- ค่าลดหย่อนภาษีสำหรับบุตรตามกฎหมาย และบุตรบุญธรรม
บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ บุตรที่ให้กำเนิดตามกฎหมาย ทั้งของตนเอง และของคู่สมรส โดยจะได้รับสิทธิลดหย่อนคนละ 30,000 บาท และในกรณีบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มได้อีกคนละจำนวน 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าบุตรแต่ละคนจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ และเป็นบุคคลที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี
รวมทั้งบุตรที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป, ศึกษาหลักสูตรเนติบัณฑิต ที่อายุไม่เกิน 25 ปี หรือเป็นผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ-เสมือนไร้ความสามารถ ก็นำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
บุตรบุญธรรม คือ บุตรที่ไม่ได้ให้กำเนิดตามกฎหมาย หรือเป็นบุตรที่รับอุปการะมาจากบุคคลอื่น แต่ได้รับการจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย และเลี้ยงดูเสมือนเป็นบุตรของตนเอง สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้จำนวน 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 3 คน* โดยมีเงื่อนไขว่าบุตรบุญธรรมจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ
*หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกับสิทธิของบุตรบุญธรรม จะต้องใช้สิทธิของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก่อน หากครบ 3 คนแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิได้
- ค่าลดหย่อนภาษีจากการฝากครรภ์และค่าคลอดบุตร
สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท/การตั้งครรภ์ (หากเป็นครรภ์แฝด จะนับเป็น 1 ครรภ์) โดยแสดงใบรับรองแพทย์ที่มีข้อมูลการตั้งครรภ์ และใบเสร็จรับเงิน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่ชำระให้กับทางสถานพยาบาล สามารถใช้สิทธิได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
- ค่าลดหย่อนอุปการะบิดามารดา
ผู้ที่มีบิดา-มารดา อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าบิดา-มารดา จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ และสามารถยื่นรวมกับบิดา-มารดา ของคู่สมรสสูงสุดไม่เกิน 4 คน ได้อีกด้วย ในกรณีที่ยื่นร่วม
เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับบิดา-มารดา ที่มีบุตรเป็นผู้มีเงินได้หลายคน บุตรจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดา-มารดาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้สิทธิซ้ำกันหลายคนได้ ส่วนบุตรบุญธรรม ไม่มีสิทธิหักลดหย่อนในกรณีนี้
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดา-มารดา
ได้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดา-มารดา ของตนเองตามที่จ่ายจริง และยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้งบิดา-มารดา ของตนเองและคู่สมรส โดยที่เมื่อนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมารวมกันแล้ว จะต้องไม่เกิน 15,000 บาท มีเงื่อนไขว่าบิดา-มารดา จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ ส่วนบุตรบุญธรรม ไม่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีในกรณีนี้
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันประชีวิตและประกันบำนาญของคู่สมรส
ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันของคู่สมรสมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 10,000 บาท กรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ ณ ปีภาษีนั้น ๆ
- ค่าลดหย่อนลดหย่อนภาษีสำหรับผู้อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ
สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ จำนวน 60,000 บาท ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ ทำการอุปการะเลี้ยงดูคนพิการ/ทุพพลภาพ* มาไม่ต่ำกว่า 180 วัน โดยบุคคลนั้น ๆ จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ และมีบัตรประจำตัวผู้พิการ และผู้มีเงินได้ มีหนังสือรับรองว่าเป็นผู้อุปการะบุคคลนั้น
*ในกรณีที่ผู้พิการ/ทุพพลภาพ มีสถานะเป็นบิดา-มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้มีเงินได้ จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้ง 2 ส่วน โดยจะได้รับทุกคน ไม่จำกัดสิทธิ แต่สำหรับผู้ที่มีความสัมพันธ์ในสถานะอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมา จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 1 คน เท่านั้น

สิทธิลดหย่อนภาษีจากการออม การลงทุน และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมีอะไรบ้าง?
- กองทุนประกันสังคม
การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สามารถแบ่งตามมาตราได้ดังนี้
- มาตรา 33 - กลุ่มพนักงานที่มีรายได้ประจำ > หักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
- มาตรา 39 - อดีตผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ยังต้องการคงสถานะ > หักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,184 บาท
- มาตรา 40 - กลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ > หักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง มี 3 รูปแบบ คือ 840 บาท, 1,200 บาท และ 3,600 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน
สำหรับกองทุน กบข. สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ ส่วนกองทุนอื่น ๆ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และเมื่อรวมกับรายการการออม-กองทุนอื่น ๆ แล้วต้องมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ และได้มีการเข้าร่วมกองทุนการออมแห่งชาติ สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท และเมื่อรวมกับรายการการออม-กองทุนอื่น ๆ แล้วต้องมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิต, ประกันชีวิตแบบบำนาญ และประกันสุขภาพ
สำหรับผู้ที่ถือกรมธรรม์ประกัน 3 รูปแบบ นี้ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ดังนี้
- ประกันชีวิต - ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องเป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น เป็นกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลา 10 ปีขึ้นไป หากมีการจ่ายผลประโยชน์คืนทุกปี ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าเบี้ยประกันชีวิตต่อปี
- ประกันบำนาญ - เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจริง สูงสุด 15% ของรายได้ แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับรายการการออม-กองทุนอื่น ๆ แล้วต้องมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องเป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น เป็นกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลา 10 ปีขึ้นไป
- ประกันสุขภาพ - สามารถใช้เบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- หน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
สำหรับผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนกับกองทุน RMF สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 30% ของรายได้ และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
หมายเหตุ : ประกันชีวิตแบบบำนาญ + RMF + PVD + กบข. + กอช. รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม)
สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจ Social Enterprise ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

สิทธิลดหย่อนภาษีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐมีอะไรบ้าง?
- ค่าลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้ออาคารที่อยู่อาศัย
ผู้มีเงินได้ ที่ทำการกู้ยืมสินเชื่อบ้าน เพื่อการเช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องมีหนังสือรับรองตามที่กำหนด
- ค่าลดหย่อนภาษีจากการสร้างบ้านใหม่ 2567-2568
สามารถลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท ต่อจำนวนค่าก่อสร้างที่จ่ายจริงทุกหนึ่งล้านบาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท จำกัดเฉพาะการก่อสร้างบ้านใหม่ไม่เกิน 1 หลัง และมีค่าก่อสร้างสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท สำหรับโครงการก่อสร้างตามสัญญาจ้างที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างระหว่างวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เท่านั้น
- มาตรการส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านอยู่อาศัย
สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุด 200,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ
- ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้และเสียภาษีตามปกติ (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล)
- ชื่อผู้ขอลดหย่อนภาษีต้องเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าของบ้านอยู่อาศัย
- 1 บุคคล : 1 มิเตอร์ : 1 ระบบ (แม้จะเป็นเจ้าของหลายมิเตอร์ ใช้สิทธิได้เพียงมิเตอร์เดียว)
ข้อกำหนดระบบโซลาร์รูฟท็อป
- เฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัยเท่านั้น ไม่รวมร้านค้าหรือโรงงาน)
คุณสมบัติของระบบ
- เป็นระบบ On-grid (ระบบที่เชื่อมต่อกับตะแกรงไฟฟ้า ไม่มีแบตเตอรี่เก็บไฟ)
- กำลังการผลิตไม่เกิน 10 kWp ต่อหลัง
เงื่อนไขการติดตั้ง
- ต้องดำเนินการจัดซื้อ ติดตั้ง และยื่นขออนุญาตเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายหลังจากมาตรการมีผลบังคับใช้
- ระบบที่ติดตั้งก่อนประกาศใช้มาตรการจะไม่ได้รับสิทธิ
สถานะและระยะเวลา
- ยังไม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- เมื่อมีผลบังคับใช้จะคงอยู่ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
- ค่าลดหย่อนจากการใช้จ่ายในโครงการ e-Receipt 2.0
ผู้ที่ซื้อสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 สามารถนำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วสูงสุดไม่เกินจำนวน 50,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือจะต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าเป็นใบกำกับภาษี หรือ e-Receipt ตามระบบของสรรพากรเท่านั้น จึงจะสามารถยื่นขอลดหย่อนส่วนนี้ได้
สินค้าและบริการ ที่ไม่เข้าร่วมโครงการ Easy E-receipt 2.0 2568 มีอะไรบ้าง?
กลุ่มที่ 1: สินค้าและบริการทั่วไป (ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาท)
- ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT: ใช้ e-Tax Invoice เป็นหลักฐาน
- ร้านค้าที่ไม่จดทะเบียน VAT: ใช้ e-Receipt เป็นหลักฐาน โดยจำกัดเฉพาะหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มที่ 2: สินค้าและบริการพิเศษ (ลดหย่อนได้เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท)
- สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน
- สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร
- สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
ข้อสำคัญ: หากไม่ใช้สิทธิกลุ่มที่ 1 เต็มจำนวน สามารถใช้สิทธิซื้อสินค้ากลุ่มที่ 2 แต่เพียงอย่างเดียวได้สูงสุด 50,000 บาท
รายการสินค้าและบริการที่รับสิทธิ (สำหรับร้านค้าที่ไม่จดทะเบียน VAT)
- หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร
- สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)
- สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน
- สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
รายการสินค้าและบริการที่ไม่รับสิทธิ
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สุรา เบียร์ ไวน์) และยาสูบ
- น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ และค่าชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์
- ยานพาหนะ (รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ)
- ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต)
- บริการที่มีสัญญาใช้บริการต่อเนื่องเกินช่วงมาตรการ
- เบี้ยประกันวินาศภัย
- บริการท่องเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม และโฮมสเตย์
- โครงการเที่ยวเมืองรอง
เป็นมาตรการลดหย่อนภาษีในปี 2568 โดยผู้ที่เข้าร่วมโครงการเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ตามที่กำหนด สามารถใช้สิทธิลดหย่อนด้วยการนำค่าที่พักตามที่จ่ายจริง มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องมีหลักฐานการชำระเงินเป็นใบกำกับภาษี หรือ e-Receipt หรือ e-Tax Invoice มาแสดงเพื่อใช้สิทธิ

สิทธิลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคมีอะไรบ้าง?
- เงินบริจาคเพื่อประโยชน์สาธารณะ
การบริจาคเงินเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น สถานศึกษาของรัฐ-เอกชน, การกีฬา, สถานพยาบาลของรัฐ รวมทั้งเงินบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษี ในระบบ e-Donation สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของจำนวนเงินตามที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation แต่จะไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ หากมิไม่ได้บริจาคผ่านระบบ e-Donation จะหักลดหย่อนได้เพียง 1 เท่า
และ *ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การบริจาค ได้แก่ วัดวาอาราม, มูลนิธิ, สมาคม, กองทุน และองค์การต่าง ๆ* เพื่อหักลดหย่อนภาษีต้องดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation เท่านั้น
- เงินบริจาคทั่วไป
การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือส่วนรวมโดยทั่วไป สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนเงินจริงที่บริจาค แต่จะไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ
- เงินบริจาคพรรคการเมือง
เงินที่บริจาคเพื่อสมทบช่วยเหลือพรรคการเมือง สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนเงินที่บริจาคไป แต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยจะต้องแสดงหลักฐานการบริจาคเงินที่สามารถตรวจสอบได้

สามารถยื่นภาษีได้ที่ไหน และเมื่อไหร่?
สามารถยื่นภาษีตามช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ได้ตามช่องทางต่อไปนี้
- การยื่นภาษีแบบกระดาษ ณ สำนักงานสรรพากรในพื้นที่สาขา รวมทั้งสาขาย่อยในห้างสรรพสินค้า, สรรพากรเขต-อำเภอ สามารถยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2569
*หากต้องชำระภาษีเพิ่มเติม สามารถขอผ่อนผันเพื่อยื่นล่าช้าได้ แต่ไม่เกินวันที่ 8 เมษายน 2569
- การยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร https://efiling.rd.go.th หรือแอปพลิเคชัน RD Smart Tax สามารถยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 8 เมษายน 2569
เตรียมเอกสารยื่นภาษี ต้องใช้อะไรบ้าง?
- ใบทวิ 50 สำหรับผู้มีเงินได้
- ใบเสร็จรับเงินในการซื้อหน่วยลงทุนกับทุน, ประกันชีวิต, ประกันสะสมทรัพย์, ประกันบำนาญ หรือประกันสุขภาพ
- หลักฐานการมอบเงินบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษี
- หนังสือรับรองดอกเบี้ยกู้ยืมจากธนาคาร
- ใบกำกับภาษีจากร้านค้า
การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นการวางแผนทางการเงินที่ชาญฉลาดและช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถบริหารจัดการรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเตรียมตัวจากรายการลดหย่อนภาษี 2568 ที่จะใช้ยื่นในปี 2569 ก่อนถึงช่วงเสียภาษีนั้นไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีที่ต้องชำระ แต่ยังเป็นการสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับตัวผู้มีเงินได้เองด้วย
ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้แล้วนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิลดหย่อนและการเตรียมเอกสารที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ผู้เสียภาษีทุกคนควรใส่ใจ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่และได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้การปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างครบถ้วนและถูกต้องยังช่วยให้การจ่ายภาษีเป็นไปอย่างราบรื่น
ดูแลสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ให้แต่ละวันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสุข พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ด้วย ประกันสุขภาพ จากเมืองไทยประกันชีวิต #เพราะชีวิตทุกวัยมันเจ็บป่วย ป่วยเล็กป่วยใหญ่ ช่วงวัยไหนก็ป่วยได้ไม่ช็อตฟีล
ปล่อยจอยค่ารักษาเพราะมีประกันสุขภาพดูแลให้แบบเหมา ๆ ตั้งแต่ 2 แสน - 100 ล้านบาท
✅ Elite Health Plus คุ้มครองค่ารักษา 20-100 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมเทคโนโลยีการรักษา ดูแลให้ทั้ง IPD และ OPD(1) เบี้ยวันละไม่ถึง 157 บาท(2) รับประกันอายุตั้งแต่ 0-65 ปี
✅ D Health Plus คุ้มครองค่ารักษา 5 ล้านบาท(3) นอนห้องเดี่ยวมาตรฐานทุก รพ. เบี้ยวันละไม่ถึง 38 บาท(4) รับประกันอายุตั้งแต่ 0-60 ปี
✅ เหมาจ่าย Extra แอดมิตเข้า รพ. ดูแลค่ารักษาเหมาจ่าย 5 แสนบาท(5) เบี้ยวันละไม่ถึง 42 บาท(6) รับประกันอายุตั้งแต่ 0-70 ปี
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ตลอด 24 ชั่วโมง☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต
(1) กรณีเลือกความคุ้มครองแผน 40, 75 หรือ 100 ล้านบาท
(2) สำหรับผู้เอาประกันภัยอายุ 50 ปี แผน 20 ล้านบาท พื้นที่ความคุ้มครองประเทศไทย และชำระเบี้ยประกันภัยรายปี
(3) กรณีเลือกความคุ้มครองแผน 5 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินต่อการรักษาครั้งใดครั้งหนึ่ง
(4) สำหรับผู้เอาประกันภัยเพศหญิง อายุ 34 ปี เลือกแผนความคุ้มครอง 5 ล้านบาท มีความรับผิดส่วนแรก 30,000 บาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง (แผน Top Up ความคุ้มครอง) และชำระเบี้ยประกันภัยรายปี
(5) สำหรับแผนความคุ้มครอง 3 โดยเป็นวงเงินต่อการรักษาแบบผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง
- เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่มีผลบังคับอยู่
- ความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบท้าย
- เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากร กำหนด
- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด
- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา สืบค้น ณ วันที่ 25/09/68
🔖กรมสรรพากร🔖ddproperty🔖Finnomena
