มีรายได้หลายช่องทาง ต้องยื่นภาษีไหม? ฟรีแลนซ์ ครีเอเตอร์ต้องรู้
มีงานประจำ แต่หลังเลิกงานรับฟรีแลนซ์เพิ่ม วันหยุดทำคอนเทนต์ได้เงินจากแบรนด์ บางเดือนมีรายได้จาก Affiliate หรือเปิดร้านออนไลน์เล็ก ๆ อีกช่องทาง พอเงินเข้ามาจากหลายที่ สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่จะจัดการภาษียังไง?
เงินเดือนบริษัทถูกหักภาษีอยู่แล้ว รายได้จากงานเสริมต้องเอาไปรวมอีกหรือเปล่า? ค่าจ้างแต่ละงานถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว แปลว่าเสียภาษีเรียบร้อยแล้วไหม? ถ้าถูกหักไว้เยอะกว่าที่ต้องเสียจริง จะได้เงินคืนหรือเปล่า?
แม้แต่คนที่ไม่ได้มีรายได้หลายทาง แต่เป็นฟรีแลนซ์หรือครีเอเตอร์เต็มตัว ก็อาจมีคำถามคล้ายกัน เพราะถึงจะมีอาชีพเดียว แต่ในหนึ่งปีอาจรับเงินจากลูกค้าหลายราย มีค่าจ้างหลายรูปแบบ และมีเอกสารภาษีหลายชุดที่ต้องจัดการ
เรื่องภาษีจึงดูซับซ้อนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อรายได้ไม่ได้มาเป็นเงินเดือนก้อนเดียวทุกเดือน
แต่ถ้าค่อย ๆ แยกออกเป็นขั้นตอน เรื่องที่ต้องรู้จริง ๆ มีไม่กี่อย่าง ได้แก่ เรามีรายได้จากอะไรบ้าง รายได้แต่ละก้อนเป็นเงินได้ประเภทไหน มีค่าใช้จ่ายอะไรที่หักได้ ถูกหักภาษีไว้แล้วเท่าไหร่ และมีสิทธิลดหย่อนอะไรที่ใช้ได้
เมื่อเห็นภาพเหล่านี้ครบ การจัดการภาษีก็จะง่ายขึ้น และยังช่วยให้วางแผน ลดหย่อนภาษี 2569 ได้เหมาะกับรายได้และชีวิตของตัวเองมากกว่าเดิม
Key Takeaway
- ไม่ว่าจะมีรายได้ทางเดียวหรือหลายช่องทาง สิ่งสำคัญคือรู้ว่าเงินแต่ละก้อนเป็นเงินได้ประเภทใด เพราะแต่ละประเภทอาจมีหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน
- พนักงานประจำที่มีงานฟรีแลนซ์หรืองานเสริม ไม่ควรคิดว่าเงินเดือนถูกหักภาษีแล้วจึงไม่ต้องสนใจรายได้อื่น แต่ควรรวบรวมรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีให้ครบ
- ฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ไม่ควรดูเพียงยอดเงินเข้าบัญชี แต่ควรเก็บข้อมูลรายรับ ค่าใช้จ่าย และหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบ
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีที่ถูกนำส่งไว้ล่วงหน้า เมื่อนำมาคำนวณตอนยื่นภาษีประจำปีแล้ว หากจ่ายไว้ไม่พออาจต้องชำระเพิ่ม แต่ถ้าจ่ายไว้เกินก็อาจมีสิทธิขอคืนตามหลักเกณฑ์
- ก่อนค้นว่า ลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ควรรู้รายได้และภาระภาษีโดยประมาณของตัวเองก่อน แล้วจึงเลือกสิทธิลดหย่อนที่เหมาะกับเป้าหมายและกำลังจ่าย
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ

มีรายได้หลายช่องทาง ต้องยื่นภาษีไหม?
ถ้ามีทั้งเงินเดือนและรายได้เสริม ต้องเสียภาษีสองรอบหรือไม่ หรือถ้างานเสริมได้เงินไม่มาก จำเป็นต้องนำมารวมด้วยหรือเปล่า
หลักสำคัญคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ได้มองเพียงว่าเราทำ “กี่อาชีพ” แต่ต้องพิจารณาเงินได้ที่เกิดขึ้นตลอดปีว่าเข้าลักษณะเงินได้ประเภทใด และต้องนำมาคำนวณภาษีอย่างไร
เพราะฉะนั้น ถ้าปีนี้มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง ลองรวบรวมให้ครบก่อนว่า มีรายได้จากช่องทางไหนบ้าง แล้วค่อยดูว่ารายได้แต่ละส่วนต้องนำไปคำนวณภาษีอย่างไร
รายได้หลักกับรายได้เสริม คำนวณภาษีเหมือนกันไหม?
ถ้ามองในภาพรวม รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีจะเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน คือ
เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได แต่สิ่งที่ต่างกันคือ รายได้แต่ละประเภทอาจมีหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น หากปีนี้มี
- เงินเดือนจากงานประจำ 420,000 บาท
- รายได้จากรับทำคอนเทนต์ 100,000 บาท
- รายได้จากขายสินค้าออนไลน์ 80,000 บาท
ปีนี้มีรายได้รวม 600,000 บาท แต่ในทางภาษี ไม่ควรเอารายได้ทุกก้อนมารวมแล้วใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเดียวกันทันที เพราะเงินเดือน รายได้จากการรับทำงาน และรายได้จากการค้าขายอาจเป็นเงินได้คนละประเภท ซึ่งมีหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน
แยกรายได้แต่ละก้อน → จำแนกประเภทเงินได้ → หักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ → รวมเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย → หักค่าลดหย่อน → คำนวณภาษี
ดังนั้น คำว่า “รายได้รวมทั้งปี” สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ รู้ที่มาของรายได้แต่ละก้อน
พนักงานประจำมีงานฟรีแลนซ์ ต้องยื่นภาษีต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วไปไหม?
ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนตามมาตรา 40(1) เพียงประเภทเดียว โดยทั่วไปการยื่นภาษีประจำปีจะใช้แบบ ภ.ง.ด.91 แต่เมื่อมีรายได้ประเภทอื่นเพิ่มเข้ามา เช่น มีเงินเดือนและรับงานฟรีแลนซ์เพิ่มเติม การยื่นภาษีประจำปีโดยทั่วไปจะเข้าสู่แบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป
นี่เป็นจุดที่คนมีงานประจำควรระวัง เพราะบางคนคุ้นกับการที่บริษัทหักภาษีจากเงินเดือนให้ทุกเดือน จึงเผลอคิดว่า “ภาษีถูกจัดการไปแล้ว” แต่ในความเป็นจริง เงินเดือนที่ถูกหักภาษีไม่ได้ทำให้รายได้จากช่องทางอื่นหายไปจากการพิจารณาภาษีประจำปี เช่น รับออกแบบ รับถ่ายภาพ หรือมีร้านขายของออนไลน์เล็ก ๆ อีกหนึ่งร้าน
แม้จะมองว่าตัวเองมีอาชีพหลักเพียงอาชีพเดียว แต่อาจมีเงินได้หลายลักษณะเกิดขึ้นภายในปีเดียวกัน สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่รอเอกสารจากบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ควรเก็บข้อมูลรายได้จากงานเสริมไว้ตั้งแต่วันที่เริ่มรับงาน
เป็นฟรีแลนซ์หรือครีเอเตอร์เต็มตัว มีรายได้ทางเดียวก็ต้องวางแผนภาษี
ถ้าเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว อาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “เงินเดือน + งานเสริม” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าภาษีจะง่ายโดยอัตโนมัติ สมมติเป็น Graphic Designer รับงานออกแบบอย่างเดียวตลอดปี แม้จะมีเพียงอาชีพเดียว แต่ในหนึ่งปีอาจมีลูกค้า 20 ราย ได้รับเงินหลายสิบครั้ง และมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากหลายบริษัท
ครีเอเตอร์ก็เช่นเดียวกัน แม้จะเรียกตัวเองว่า “ทำคอนเทนต์เป็นอาชีพหลัก” แต่รายได้อาจมาจากค่าจ้างผลิตคอนเทนต์ ค่าตัวจากแบรนด์ รายได้จากแพลตฟอร์ม Affiliate หรือลิขสิทธิ์ผลงาน เพราะฉะนั้น คำว่า “รายได้ทางเดียว” กับ “รายได้ประเภทเดียว” ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันเสมอไป
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานอิสระ สามารถศึกษาเรื่องการจัดการภาษีสำหรับฟรีแลนซ์เพิ่มเติมจาก ชาวฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง? เคล็ดลับจัดการภาษีสำหรับอาชีพอิสระ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องรายได้ เอกสาร และสิทธิลดหย่อนที่เกี่ยวข้อง
อย่าดูเพียงว่าเรามีรายได้กี่ช่องทาง แต่ให้เริ่มจากการรู้ว่า “เงินแต่ละก้อนมาจากอะไร” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้การคำนวณภาษีในขั้นต่อไปถูกต้องและง่ายขึ้น

ฟรีแลนซ์ ครีเอเตอร์ มีรายได้หลายแบบ ต้องจัดการภาษียังไง?
เมื่อรู้แล้วว่ารายได้แต่ละก้อนต้องถูกนำมาพิจารณา ขั้นต่อไปคือการจัดระเบียบรายได้ เพราะหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์สับสนมากที่สุด คือรายได้ไม่ได้เข้ามาในรูปแบบเดียวกันทุกเดือน
บางงานได้เงินเต็ม บางงานถูกหัก ณ ที่จ่าย บางรายได้มาจากแพลตฟอร์ม ขณะที่บางคนมีต้นทุนจากการทำงานจำนวนมาก จึงควรแยกให้ออกว่าอะไรคือ “รายได้” อะไรคือ “ค่าใช้จ่าย” และอะไรคือ “ภาษีที่จ่ายไว้แล้ว”
รายได้ของฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ ไม่ได้เป็นเงินได้ประเภทเดียวเสมอไป
คำว่า “ฟรีแลนซ์” เป็นรูปแบบการทำงาน ไม่ใช่ชื่อประเภทเงินได้ทางภาษีโดยตรง เช่นเดียวกับ “ครีเอเตอร์” ซึ่งคนสองคนอาจเรียกตัวเองว่าครีเอเตอร์เหมือนกัน แต่มีวิธีสร้างรายได้ต่างกันมาก คนหนึ่งรับค่าจ้างจากแบรนด์เพื่อผลิตวิดีโอ อีกคนสร้างช่องของตัวเองและได้รับรายได้จากแพลตฟอร์ม อีกคนขายสินค้าของตัวเองผ่าน Social Commerce ส่วนอีกคนมีรายได้จากสิทธิในภาพถ่ายหรือผลงาน
ดังนั้น ก่อนคำนวณภาษี ควรแยกข้อมูลอย่างน้อย 3 อย่าง
ได้เงินจากใคร?
เช่น บริษัท ลูกค้าบุคคล แพลตฟอร์ม หรือผู้ซื้อสินค้า
ได้เงินจากอะไร?
เช่น เงินเดือน ค่าจ้างทำงาน ค่าขายสินค้า ค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ หรือรายได้จากธุรกิจ
มีเอกสารอะไรประกอบ?
เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานค่าใช้จ่าย
การแยกแบบนี้จะช่วยลดปัญหาตอนปลายปี เพราะไม่ต้องย้อนกลับไปดูรายการเดินบัญชีทีละรายการว่าเงินก้อนหนึ่งเมื่อ 8 เดือนก่อนคือค่าอะไร
ค่าใช้จ่าย กับ ค่าลดหย่อนภาษี ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
อีกจุดที่มักสับสนคือคำว่า “ค่าใช้จ่าย” และ “ค่าลดหย่อน” สองอย่างนี้ช่วยลดฐานที่นำไปคำนวณภาษีได้เหมือนกันในภาพกว้าง แต่ทำงานคนละขั้นตอน
ค่าใช้จ่าย → เกี่ยวข้องกับการหารายได้ และกฎหมายกำหนดวิธีหักค่าใช้จ่ายของเงินได้แต่ละประเภทไว้แตกต่างกัน
ค่าลดหย่อน → เป็นสิทธิที่นำมาหักหลังจากคำนวณเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ประกันสังคม เบี้ยประกันที่เข้าเงื่อนไข หรือสิทธิลดหย่อนอื่นตามกฎหมาย
ยกตัวอย่างครีเอเตอร์ที่มีค่ากล้อง ค่าอุปกรณ์ ค่าโปรแกรมตัดต่อ หรือค่าเช่าสถานที่ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าจะนำมาหักภาษีได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องดูว่ารายได้ของเราจัดอยู่ในประเภทใด และเงินได้ประเภทนั้นอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายแบบใด
เงินได้บางประเภทกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ขณะที่บางประเภทอาจมีทางเลือกในการหักตามจริงตามหลักเกณฑ์ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งคิดว่า “ปีนี้ซื้ออุปกรณ์ทำงานไปเยอะ น่าจะลดภาษีได้เยอะ” จนกว่าจะเช็กประเภทเงินได้และเงื่อนไขให้ถูกต้อง
ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แปลว่าเสียภาษีจบแล้วหรือยัง?
ยังไม่ควรคิดว่า “จบแล้ว” ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นภาษีที่ถูกหักและนำส่งไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปี เราจะคำนวณก่อนว่าจริง ๆ แล้วต้องเสียภาษีเท่าไหร่ จากนั้นจึงนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วมาหักออกจากยอดที่ต้องจ่าย
ตัวอย่างให้เห็นภาพ
ภาษีที่คำนวณได้ 18,000 บาท
ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 12,000 บาท
→ อาจเหลือภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 6,000 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ 8,000 บาท
ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 12,000 บาท
→ อาจมีภาษีที่ชำระไว้เกิน และสามารถขอคืนได้ตามหลักเกณฑ์
นี่คือเหตุผลว่าทำไมฟรีแลนซ์ควรเก็บ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของแต่ละงานให้ครบ เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานว่าเราโดนหักเงินไปเท่าไหร่ แต่ยังเป็นข้อมูลสำคัญในการคำนวณว่า เมื่อสิ้นปีเรายังต้องจ่ายเพิ่ม หรือมีสิทธิขอคืนภาษีหรือไม่
เงินมาจากไหน → เป็นรายได้ประเภทใด → หักค่าใช้จ่ายอย่างไร → ถูกหักภาษีไว้เท่าไหร่
เมื่อแยกได้ครบ เรื่องภาษีก็จะเริ่มเป็นระบบมากขึ้น และทำให้เราประเมินได้ง่ายขึ้นว่า ก่อนจบปีควรวางแผนอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ฟรีแลนซ์และคนมีรายได้หลายทาง วางแผนลดหย่อนภาษี 2569 อย่างไร?
พอเริ่มเห็นว่าปีนี้มีรายได้เท่าไหร่ หลายคนอาจข้ามไปค้นทันทีว่า ลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง หรือ “ซื้ออะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง?” แต่สำหรับคนมีรายได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ที่รายรับแต่ละเดือนไม่เท่ากัน การเริ่มจาก “ซื้ออะไรดี” อาจยังเร็วเกินไป
วิธีที่ช่วยให้วางแผนง่ายกว่า คือรู้สถานการณ์ภาษีของตัวเองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษี อะไรเพิ่มเติม
Step 1 รวมรายได้ทั้งปีให้เห็นภาพก่อน
เริ่มจากการรวบรวมรายได้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน สำหรับพนักงานประจำ อาจดูจากเงินเดือน โบนัส และรายได้เสริมที่ได้รับ ส่วนฟรีแลนซ์หรือครีเอเตอร์ ควรรวมรายได้จากลูกค้าแต่ละราย แพลตฟอร์ม งานโฆษณา การขายสินค้า หรือรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจริง
ถ้ายังไม่จบปี สามารถประมาณการรายได้ช่วงที่เหลือโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มง่าย ๆ
ได้เงินแล้ว
คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ต้นปี
ค่อนข้างแน่นอนว่าจะได้
เช่น งานที่เซ็นสัญญาแล้ว งาน Retainer หรืองานที่มีวันจ่ายชัดเจน
ยังไม่แน่นอน
เช่น งานที่กำลังเสนอราคา รายได้จากยอดวิว Commission หรือยอดขายที่ผันผวน
วิธีนี้ช่วยให้ฟรีแลนซ์ไม่ต้องใช้รายได้เดือนล่าสุดคูณ 12 ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
Step 2 เช็กภาษีที่ถูกหักไว้แล้ว จะได้รู้ว่าต้องเตรียมเพิ่มแค่ไหน
เมื่อเห็นรายได้โดยประมาณแล้ว ลองรวบรวมเอกสารหัก ณ ที่จ่ายที่มีทั้งหมด เพื่อดูว่าระหว่างปีถูกนำส่งภาษีไว้แล้วเท่าไหร่
จากนั้นจึงลองประมาณการภาษีทั้งปี ขั้นตอนนี้สำคัญมากสำหรับฟรีแลนซ์ เพราะช่วยตอบคำถามที่หลายคนกังวลว่า “สิ้นปีจะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีก้อนใหญ่อีกไหม?”
หากประมาณการแล้วพบว่าภาษีที่ถูกหักไว้ยังน้อยกว่าภาระภาษีที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ก็สามารถทยอยกันเงินไว้ล่วงหน้าได้ อาจแยกบัญชีสำหรับภาษี หรือแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกทุกครั้งที่ได้รับค่าจ้าง
สำหรับคนทำงานอิสระ เงินที่เข้าบัญชี ไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดคือเงินที่พร้อมใช้ บางส่วนอาจเป็นต้นทุนของงาน บางส่วนเป็นเงินสำรอง และบางส่วนอาจต้องเตรียมไว้สำหรับภาษี
Step 3 เช็กก่อนว่า สิทธิลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง และเราใช้สิทธิอะไรไปแล้ว
หลังจากประเมินภาษีแล้ว ค่อยกลับมาดูสิทธิลดหย่อนของตัวเอง เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว สิทธิครอบครัวตามเงื่อนไข เงินสมทบประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันสุขภาพ การออมเพื่อเกษียณ รวมถึงสิทธิตามมาตรการภาษีของปีนั้น ๆ
“มีสิทธิ” ไม่ได้แปลว่า “ต้องใช้ให้เต็มทุกสิทธิ”
สมมติปีนี้มีสิทธิซื้อผลิตภัณฑ์บางอย่างเพื่อลดหย่อนภาษีได้ แต่รายได้ยังไม่แน่นอน การนำเงินก้อนใหญ่ไปใช้เพียงเพื่อให้ “ลดหย่อนเต็ม” อาจทำให้กระแสเงินสดตึงเกินไป ก่อนตัดสินใจจึงควรถามตัวเอง 3 ข้อ
- ปีนี้คาดว่าจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่?
- ตอนนี้มีสิทธิลดหย่อนอะไรอยู่แล้ว?
- ถ้าจะวางแผนเพิ่ม มีงบที่จ่ายไหวเท่าไหร่?
การวางแผนแบบนี้จะช่วยเปลี่ยนจากการ “ซื้อเพราะกลัวเสียภาษี” มาเป็นการเลือกสิ่งที่เหมาะกับชีวิตจริงมากกว่า
ถ้าจะใช้ประกันช่วยลดหย่อนภาษี ฟรีแลนซ์ควรเริ่มจากอะไร?
สำหรับฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ ประกันอาจไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่อง ลดหย่อนภาษี เพราะหลายคนไม่มีประกันกลุ่มหรือสวัสดิการจากบริษัทเหมือนพนักงานประจำ ดังนั้น ก่อนเลือกประกันเพียงเพราะต้องการใช้สิทธิภาษี ลองดูจากเป้าหมายของตัวเองก่อนว่า ตอนนี้อยากเตรียมเรื่องไหนมากที่สุด
ถ้ากังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล → เช็กความคุ้มครองสุขภาพที่มีอยู่
ลองสำรวจก่อนว่าปัจจุบันมีสิทธิรักษาหรือประกันสุขภาพอะไรอยู่แล้ว และยังมีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่อยากเตรียมรับมือเพิ่มเติม
เบี้ยประกันสุขภาพของตนเองที่เข้าเงื่อนไข สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 25,000 บาท โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตที่ใช้สิทธิแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ถ้าอยากมีทั้งความคุ้มครองและวางแผนเงินก้อน → พิจารณาประกันชีวิตหรือประกันออมทรัพย์
สำหรับคนที่อยากวางแผนการเงินระยะยาวไปพร้อมกับมีความคุ้มครองชีวิต ประกันชีวิต รวมถึงประกันออมทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข อาจเป็นอีกทางเลือก โดยเบี้ยประกันชีวิตสามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาทต่อปี ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
จุดสำคัญคือควรเลือกจากเป้าหมายและความสามารถในการจ่ายเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ที่รายได้ในแต่ละเดือนอาจไม่เท่ากัน จึงไม่จำเป็นต้องซื้อเพื่อให้ใช้สิทธิเต็มเพดานเสมอไป
ถ้าอยากเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ → พิจารณาประกันชีวิตแบบบำนาญ
สำหรับคนทำงานอิสระที่ไม่มีสวัสดิการเกษียณจากบริษัท การเตรียมรายได้สำหรับอนาคตด้วยตัวเองก็เป็นอีกเรื่องที่ควรเริ่มวางแผน เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่เข้าเงื่อนไขสามารถใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมได้ สูงสุด 200,000 บาท และไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี โดยต้องนำไปรวมกับสิทธิการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น หากใช้สิทธิจาก ประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท และ ประกันชีวิตแบบบำนาญเพิ่มเติมสูงสุด 200,000 บาท ผู้มีเงินได้อาจใช้สิทธิลดหย่อนจากประกันชีวิตได้รวม สูงสุด 300,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทประกัน รายได้ เบี้ยที่จ่ายจริง และเงื่อนไขทางภาษีของแต่ละบุคคล
สำหรับฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเริ่มจากคำว่า “จะทำอย่างไรให้ลดหย่อนได้เต็ม 300,000 บาท” แต่ควรเริ่มจากการดูว่า รายได้ของเราปีนี้เป็นอย่างไร มีความคุ้มครองอะไรอยู่แล้ว อยากเตรียมเรื่องค่ารักษา เงินก้อน หรือเงินหลังเกษียณ และมีงบที่สามารถจ่ายต่อเนื่องได้เท่าไหร่
หากปีนี้รายได้เพิ่มขึ้นและเริ่มมีภาระภาษีมากขึ้น สามารถศึกษาเพิ่มเติมเรื่อง การวางแผนซื้อประกันลดหย่อนภาษี 2569 เพื่อเช็กสิทธิที่มีและวางแผนล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องรอถึงช่วงปลายปี
การวางแผน ลดหย่อนภาษี 2569 จึงไม่ควรเริ่มจากการหาว่า “ซื้ออะไรแล้วลดภาษีได้มากที่สุด” แต่ควรเลือกจากเป้าหมายของตัวเองก่อน แล้วค่อยดูว่าสิทธิลดหย่อนที่ได้รับช่วยให้แผนภาษีของเราดีขึ้นอย่างไร
อ่านบทความเพิ่มเติม ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ ควรทำประกันอะไรดี?
มีรายได้หลายทาง จัดการภาษีง่ายขึ้นได้ถ้าเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้
การมีรายได้หลายช่องทางไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องน่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำที่รับฟรีแลนซ์หลังเลิกงาน ครีเอเตอร์ที่มีรายได้จากหลายแพลตฟอร์ม คนขายของออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์เต็มตัวที่มีรายได้เพียงอาชีพเดียว สิ่งที่ช่วยให้เรื่องภาษีง่ายขึ้นคือการ จัดการระหว่างปี แทนการรอจัดการทั้งหมดตอนยื่นภาษี
จำ Flow ง่าย ๆ ได้ว่า
รู้ว่ามีรายได้จากไหน
↓
แยกประเภทเงินได้
↓
เช็กค่าใช้จ่าย
↓
เก็บเอกสารภาษี
↓
เช็กภาษีที่ถูกหักไว้
↓
ประเมินภาษี
↓
เช็กสิทธิลดหย่อน
↓
วางแผน
เมื่อเห็นภาพทั้งหมด เราจะตอบคำถามของตัวเองได้ง่ายขึ้นว่า ปีนี้อาจต้องเตรียมภาษีเพิ่มหรือไม่ ภาษีที่ถูกหักไว้เพียงพอหรือยัง มีโอกาสขอคืนภาษีหรือเปล่า และควรใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษี 2569 ส่วนไหนเพิ่มเติม
โดยเฉพาะฟรีแลนซ์และครีเอเตอร์ที่ไม่มีสวัสดิการจากบริษัท การวางแผนภาษียังเป็นจังหวะที่ดีในการกลับมาเช็กความคุ้มครองของตัวเองด้วย
หากกังวลเรื่องค่ารักษา อาจเริ่มสำรวจ ประกันสุขภาพ ที่เหมาะกับความคุ้มครองที่ยังขาดอยู่ หรือหากต้องการเพิ่มความคุ้มครองชีวิตและเตรียมอนาคต อาจพิจารณา ประกันชีวิต ที่เหมาะกับเป้าหมายและกำลังจ่าย
เพราะสุดท้ายแล้ว การวางแผนภาษีที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงการพยายามลดภาษีให้ได้มากที่สุด แต่คือการรู้จักรายได้ของตัวเอง ใช้สิทธิที่มีอย่างเหมาะสม และจัดการเงินที่หามาได้ให้พร้อมสำหรับทั้งวันนี้และอนาคต
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 11/09/69
🔖 กรมสรรพากร
🔖 กรมสรรพากร
🔖 กรมสรรพากร
🔖 กรมสรรพากร
🔖 กรมสรรพากร
🔖 MAKE by KBank
🔖 FlowAccount
🔖 Thairath Money
🔖 SME Move