ปวดท้องบิด ตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ เกิดจากอะไร แก้ยังไง มาหาคำตอบกัน
ในยุคปัจจุบันที่ชีวิตเร่งรีบและเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย การที่มีพฤติกรรมการทานอาหารที่เร่งรีบ ทานอาหารที่มีรสจัด หรือการเลือกทานอาหารแปรรูปต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้หลาย ๆ คนต้องเผชิญกับอาการปวดท้องบิด และอาการอื่น ๆ เกิดขึ้น
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบปัญหานี้ และกำลังมองหาสาเหตุของอาการเหล่านี้ ว่ามีความเสี่ยงอันตรายหรือมีควรระวังอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับอาการปวดท้องบิด ตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ พร้อมคำแนะนำด้านสุขภาพที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณได้รู้เท่าทันโรค และดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
1. ปวดท้องบิดตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ เกิดจากอะไร
2. ปวดท้องบิด เป็นสัญญาณบอกโรคอะไรได้บ้าง?
3. อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยเมื่อปวดท้องบิด
1. ปวดท้องบิดตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ เกิดจากอะไร
อาการปวดท้องบิดตรงกลางท้องที่เป็น ๆ หาย ๆ อาจมีสาเหตุมาจากหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะภายในที่มีลักษณะเป็นท่อ เช่น ลำไส้ ท่อน้ำดี หรือท่อไต ซึ่งโดยปกติแล้ว อวัยวะเหล่านี้จะบีบตัวเป็นจังหวะคล้ายกับคลื่น เพื่อช่วยขับของเสียหรือน้ำดีออกจากร่างกาย แต่ถ้ามีสิ่งอุดตัน หรือมีอาหาร หรือสิ่งผิดปกติอยู่ในช่องท้องมากเกินไป การบีบตัวก็จะรุนแรงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องเป็นระยะ ๆ ได้

2. ปวดท้องบิด เป็นสัญญาณบอกโรคอะไรได้บ้าง?
อาการปวดท้องบิดในบางครั้งก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราสามารถสังเกตเบื้องต้นได้จากตำแหน่งที่รู้สึกปวดว่าอาจเกี่ยวข้องกับอวัยวะหรือระบบใดในร่างกาย มาดูกันว่า จุดที่ปวดบิดแต่ละตำแหน่งนั้น อาจสื่อถึงโรคอะไรได้บ้าง
ปวดท้องบิดบริเวณ กลางท้อง (รอบสะดือ)
อาการปวดบริเวณนี้มักเป็นลักษณะปวดบิดเป็นๆ หายๆ และสัมพันธ์กับช่องท้องในส่วนของลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคต่อไปนี้
- โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome - IBS) มักมีอาการปวดท้องบิดร่วมกับท้องเสียหรือท้องผูก
- การติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
- พยาธิในลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดบิดคล้ายลำไส้บีบตัว
ปวดท้องบิดบริเวณ ด้านขวาบนของท้อง
อาการปวดบิดที่ช่องท้องบริเวณนี้เกี่ยวข้องกับตับ ถุงน้ำดี และส่วนต้นของลำไส้เล็ก เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคต่อไปนี้
- ถุงน้ำดีอักเสบ ปวดบิดๆ ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน อาจมีไข้
- นิ่วในถุงน้ำดี ปวดรุนแรงเฉียบพลันหลังรับประทานอาหารมัน
- ตับอักเสบ ปวดตื้อๆ หรือบิดเบาๆ ร่วมกับตัวเหลือง ตาเหลือง
ปวดท้องบิดบริเวณ ด้านซ้ายบนของท้อง
อาการปวดบิดที่ช่องท้องบริเวณนี้ จะเป็นส่วนที่มีม้าม กระเพาะอาหาร และลำไส้ส่วนต้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคต่อไปนี้
- กรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดบิดหรือแสบบริเวณนี้ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
- ม้ามโตหรือม้ามฉีกขาด หากมีอุบัติเหตุหรือเจ็บรุนแรงร่วมด้วย
ปวดท้องบิดบริเวณ ด้านขวาล่างของท้อง
บริเวณนี้สำคัญมาก เนื่องจากมีไส้ติ่งและลำไส้ส่วนปลาย หากมีอาการปวดท้องบิดที่บริเวณนี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคต่อไปนี้
- ไส้ติ่งอักเสบ เริ่มปวดรอบสะดือแล้วเคลื่อนมาขวาล่าง ปวดบิดๆ แล้วรุนแรงขึ้น
ลำไส้ใหญ่อักเสบ เช่น โรคโครห์น หรือเยื่อบุลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ปวดท้องบิดบริเวณ ด้านซ้ายล่างของท้อง
บริเวณนี้มีลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย และในผู้หญิงอาจมีอวัยวะสืบพันธุ์ อยู่ในช่วงใกล้เคียงกับช่องท้องส่วนนี้ หากปวดท้องบิดในบริเวณนี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคต่อไปนี้
- ลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis) มักพบในคนสูงอายุ ปวดบิดเฉียบพลันบริเวณนี้
- กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน เช่นเดียวกับอาการที่สะดือ
- โรคทางสูตินรีเวชในผู้หญิง เช่น ถุงน้ำรังไข่แตก หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
ปวดท้องบิดบริเวณ กลางท้องล่าง (ช่วงเหนือหัวหน่าว)
อาการปวดท้องบิดที่ช่องท้องบริเวณนี้ จะสัมพันธ์กับกระเพาะปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเสี่ยงเป็นโรคต่อไปนี้
- กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปวดท้องบิด ร่วมกับแสบเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อย
- การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease - PID) ในผู้หญิง อาจมีตกขาวผิดปกติและปวดหน่วงร่วมด้วย
- ความผิดปกติที่ท่อนำไข่ หรือมดลูก ในเพศหญิง มักพบอาการปวด ร่วมกับประจำเดือนที่มีลักษณะไม่ปกติ

3. อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยเมื่อปวดท้องบิด
สำหรับบางคน อาการปวดท้องบิดอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ คิดว่ากินยาหรือนั่งพักเดี๋ยวก็หาย แต่ในบางครั้งมันก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิด หากมีอาการอื่นร่วมด้วย ก็อาจบ่งบอกได้ว่าร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะผิดปกติบางอย่าง ลองมาสังเกตตัวเองกันว่ามีอาการอะไรบ้างที่มักพบร่วมกับการปวดท้องบิด
ปวดท้องบิดร่วมกับอาการท้องผูกหรือถ่ายไม่ออก
หากพบว่ามีอาการปวดท้องบิดเป็น ๆ หาย ๆ แต่ไม่ได้ขับถ่าย หรือขับถ่ายไม่ออก อาจมีสาเหตุมาจากการที่ลำไส้อุดตัน ไม่สามารถลำเลียงอุจจาระเพื่อขับถ่ายออกไปได้ ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ หากมีอาการปวดท้องบิดร่วมกับไม่สามารถขับถ่ายได้เป็นเวลาต่อเนื่องนานหลายวัน ควรรีบไปพบแพทย์
ปวดท้องบิดและมีถ่ายเหลวร่วมด้วย
ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องบิดร่วมกับท้องเสีย หรือมีถ่ายเหลวร่วมด้วย อาจมาจากบริเวณลำไส้มีการอักเสบ หรือมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในกระเพาะอาหารจึงทำให้ลำไส้พยายามขับออกจากร่างกาย และบีบตัวจนส่งผลให้ปวดท้อง นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะพบอาการลำไส้อักเสบ จากการติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ ในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย
ปวดท้องและอาเจียน
หากมีอาการปวดท้องบิดตรงกลาง ร่วมกับการอาเจียน อาจมีสาเหตุมาจากอาการของโรคกรดไหลย้อน หรือความผิดปกติบริเวณตับอ่อน หากพบว่ามีอาการเหล่านี้บ่อย ๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับยามาทานและรักษาอย่างถูกวิธี
อ่านบทความเพิ่มเติม >> วิธีไล่ลมในท้อง ท้องอืด แก้ยังไง ปรับพฤติกรรมก่อนเป็นกรดไหลย้อน
ปวดท้องตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ พร้อมอาการปวดหลัง
บริเวณช่วงหลัง เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับไต หากพบว่ามีอาการปวดท้องตรงกลาง ร่วมกับอาการปวดหลัง อาจเป็นสัญญาณเกี่ยวกับความผิดปกติที่ไต ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีไข้หนาวสั่น และปัสสาวะขุ่นกว่าปกติ อาจเสี่ยงกรวยไตอักเสบ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา

4. วิธีป้องกันอาการปวดท้องบิด
อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าอาการปวดท้องบิดจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้เกิดบ่อย ๆ ได้ ด้วยวิธีเหล่านี้
ทานอาหารปรุงสุก สะอาด
การบริโภคอาหารที่ผ่านการปรุงสุกใหม่ ๆ ร้อน ๆ และอยู่ในภาชนะที่สะอาด ถูกสุขอนามัย จะช่วยลดความเสี่ยงปวดท้องจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบย่อยอาหาร
กินอาหารที่ย่อยง่าย
หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด ทอดจัด หรือเผ็ดมาก เพราะอาหารเหล่านี้อาจทำให้ลำไส้ทำงานหนักและเกิดการบีบตัวแรงกว่าปกติ ควรเลือกกินอาหารที่มีกากใยในปริมาณที่พอเหมาะ ย่อยง่าย จะสบายท้องมากกว่าด้วย อาหารที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา, ข้าวต้ม, ผักและผลไม้
เคี้ยวอาหารให้ละเอียด
การเคี้ยวไม่ละเอียดทำให้ลำไส้ต้องทำงานหนักขึ้นในการย่อย และอาจนำไปสู่การปวดท้องบิดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกินอาหารเร็วเกินไป นอกจากเพิ่มภาระให้ลำไส้แล้ว ยังเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหารโดยไม่รู้ตัว อาจเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้องตามมาได้
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
การดื่มน้ำเปล่าสะอาด จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานได้ดี ลดโอกาสที่ของเสียจะตกค้างหรือทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้ เพื่อสุขภาพที่ดี ควรดื่มน้ำให้เพียงพอตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ คืออยู่ที่ประมาณ 6 - 8 แก้ว
อย่าอดอาหารนานเกินไป
การปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไปอาจทำให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติ หรือเกิดกรดเกินในกระเพาะ เป็นต้นเหตุของโรคในระบบทางเดินอาหารหลาย ๆ โรค แนะนำให้กินอาหารให้ตรงเวลา
หมั่นสังเกตอาการตัวเอง
หากมีอาการปวดท้องบิดบ่อย ๆ ร่วมกับอาการผิดปกติอื่น เช่น ท้องอืด คลื่นไส้ หรือขับถ่ายผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคบางอย่าง
ลดความเครียด
ความเครียดส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง อาจทำให้ลำไส้ไวต่อการบีบตัวมากขึ้น และส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องได้หลายรูปแบบ หากมีความเครียด ขอแนะนำให้หาวิธีผ่อนคลายอย่างเหมาะสม เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เมื่อมีสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพร่างกายที่ดีก็จะตามมา
อ่านบทความเพิ่มเติม >> รับมือกับโรคเครียด อาการใกล้ตัวที่คุณอาจมองข้าม
สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับร่างกาย จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอาการปวดท้องบิด และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้
นอกจากนี้ การหมั่นสังเกตอาการของตัวเองและไม่ปล่อยให้ปัญหาทางเดินอาหารเกิดขึ้นเป็นประจำ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญในการป้องกัน ไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงหรือโรคที่ซับซ้อนตามมา หากคุณพบว่ามีอาการปวดท้องบิด ตรงกลาง เป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งหรือไม่หายไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้กลับมามีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ
ตัวช่วยเสริมความสบายใจ ให้ ประกันสุขภาพ จากเมืองไทยประกันชีวิต เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยดูแลคุณ เติมความมั่นใจ เพิ่มความสุขให้การใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต และช่องทางที่ดูแลท่าน
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
ที่มา สืบค้น ณ วันที่ 08/04/2568