ประกันชีวิตลดหย่อนภาษีปี 2569 ตัวไหนดี มีประกันลดหย่อนภาษีตัวไหนบ้าง?
เตรียมตัวก่อนไม่ต้องรอสิ้นปี สำหรับคนที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี ที่ต้องยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าเราจะเพิ่ง ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปี 2567 ไปไม่นาน แต่ถ้าวางแผนเตรียมรายการลดหย่อนภาษี 2568 เอาไว้ยื่นตอนต้นปี 2569 ตั้งแต่วันนี้ ก็ทำให้เราได้ใช้สิทธิประโยชน์จากตัวลดหย่อนได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะประกันแต่ละแบบซึ่งได้ทั้งความคุ้มครอง และสามารถเอาไว้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย มาดูกันว่า ประกันอะไรใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง และควรซื้อ ประกันลดหย่อนภาษี 2568 ตัวไหนดี วันนี้เรามีเช็กลิสต์เอกสารลดหย่อนภาษีของแต่ละตัวมาฝาก
ยาวไปเลือกอ่านตามหัวข้อได้นะ
- ทำไมเราควรทำประกันเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี?
- เช็กลิสต์ รายการลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง
- ประกันสุขภาพ ตัวช่วยลดหย่อนภาษีตัวแรกที่ต้องมี
- ประกันลดหย่อนภาษี 2568 ตัวไหนดี ควรซื้อตัวไหนเพิ่มอีกบ้าง?
ทำไมเราควรทำประกันเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษี?
การทำประกันถือเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันทางการเงิน เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือการจากไปของผู้เอาประกัน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น กรมธรรม์ที่เราทำไว้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ข้างหลังไม่ต้องรับความลำบากมากเกินไป ถือเป็นการวางแผนทางการเงินระยะยาวที่ช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนสวัสดิการพื้นฐานอาจไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนตระหนักถึงการวางแผนทางการเงิน และลดภาระการใช้จ่ายของรัฐในอนาคต จึงกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับผู้ที่ทำประกันบางประเภท ซึ่งสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่กรมธรรม์ทุกแบบที่จะใช้สิทธินี้ได้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้เท่านั้น

เช็กลิสต์ รายการลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง
ตัวช่วยลดหย่อนภาษี สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้นนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้แตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มการลงทุนและประกัน
โดยแต่ละกลุ่มมีรายละเอียด ดังนี้
1. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัวมีอะไรบ้าง?
1.1 ค่าลดหย่อนส่วนตัว จำนวน 60,000 บาท ใช้ลดหย่อนภาษีได้โดยไม่มีเงื่อนไข
1.2 ค่าลดหย่อนคู่สมรส จำนวน 60,000 บาท โดยคู่สมรสจะต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
และคู่สมรส (ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) เป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ โดยฝ่ายที่มีเงินได้จะเป็นผู้ยื่นภาษี
แต่ในกรณีที่เป็นผู้มีเงินได้ทั้งคู่ ก็สามารถเลือกยื่นภาษีรวมกัน หรือแยกกันก็ได้
1.3 ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ให้สิทธิภรรยาผู้มีเงินได้ใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง
ไม่เกินครรภ์ละ 60,000 บาท (หากเป็นครรภ์แฝด จะนับเป็น 1 ครรภ์)
โดยแสดงใบรับรองแพทย์ที่มีข้อมูลการตั้งครรภ์ และใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์
ที่ชำระให้กับทางสถานพยาบาล สามารถใช้สิทธิได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
1.4 ค่าลดหย่อนภาษีบุตร คนละ 30,000 บาท
- ต้องเป็นบุตรโดยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว สูงสุดไม่เกิน 3 คน* โดยมีเงื่อนไขว่าบุตรหรือบุตรบุญธรรมจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ
- อายุไม่เกิน 20 ปี หรืออายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษา (ระดับอนุปริญญาขึ้นไป)
- หากอายุเกิน 25 ปีขึ้นไป แต่มีสถานะเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ สามารถลดหย่อนภาษีได้
- บุตรคนที่ 2 ขึ้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 สามารถลดหย่อนเพิ่มได้อีกคนละ 30,000 บาท
-
หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ร่วมกับสิทธิของบุตรบุญธรรม
จะต้องใช้สิทธิของบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก่อน หากครบ 3 คนแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิได้
1.5 ค่าลดหย่อนสำหรับเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนเองและของคู่สมรส จำนวนคนละ 30,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 4 คน สามารถลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท
- พ่อแม่ต้องมีอายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท ไม่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำระหว่างพี่น้องได้
- จะต้องไม่ใช่พ่อแม่บุญธรรม
1.6 ค่าลดหย่อนภาษีกรณีอุปการะผู้พิการหรือบุคคลทุพพลภาพ จำนวนคนละ 60,000 บาท และผู้พิการจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีบัตรประจำตัวผู้พิการ* มาไม่ต่ำกว่า 180 วัน รวมถึงจะต้องมีหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะบุคคลนั้น
กรณีที่ผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ มีสถานะเป็นบิดา-มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้มีเงินได้ จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ทั้ง 2 ส่วน โดยจะได้รับทุกคน ไม่จำกัดสิทธิ แต่สำหรับผู้ที่มีความสัมพันธ์ในสถานะอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมา จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 1 คนเท่านั้น
2. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มการลงทุนและประกัน ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่
2.1 เบี้ยประกันชีวิต และประกันออมทรัพย์ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
โดยจะต้องเป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น
เป็นกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลา 10 ปีขึ้นไป หากมีการจ่ายผลประโยชน์คืนทุกปี ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าเบี้ยประกันชีวิตต่อปี
2.2 เบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
(สามารถลดหย่อนภาษีรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันออมทรัพย์ ได้ไม่เกิน 100,000 บาท)
2.3 ประกันบำนาญ สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจริง สูงสุด 15% ของรายได้ แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท
และเมื่อรวมกับรายการการออม-กองทุนอื่น ๆ แล้วต้องมีจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท
โดยต้องเป็นกรมธรรม์ที่ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น เป็นกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลา 10 ปีขึ้นไป
วางแผนการเงินด้วยประกันบํานาญ ลดหย่อนภาษีได้ แถมตอนเกษียณยังมีเงินใช้อีกด้วย
2.4 เงินประกันสังคม
2.4.1 มาตรา 33 สำหรับกลุ่มพนักงานที่มีรายได้ประจำ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
2.4.2 มาตรา 39 สำหรับอดีตผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ยังต้องการคงสถานะ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,184 บาท
2.4.3 มาตรา 40 สำหรับกลุ่มที่ประกอบอาชีพอิสระ ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง มี 3 รูปแบบ คือ 840 บาท, 1,200 บาท และ 3,600 บาท
2.5 เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
มีเงื่อนไขว่าบิดา-มารดา จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ณ ปีภาษีนั้น ๆ
ส่วนบุตรบุญธรรม ไม่สามารถใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีในกรณีนี้
2.6 ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตและ
ประกันของคู่สมรส
ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 10,000 บาท กรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ ณ ปีภาษีนั้น ๆ
2.7 เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) สามารถนำเงินลงทุนไปเป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
2.8 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF : Retirement Mutual Fund)
นำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตและประกันบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
2.9 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน นำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง
และเมื่อรวมกับรายการการออม-กองทุนอื่น ๆ แล้วต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
2.10 กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) นำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
2.11 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
(สำหรับกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน ข้อ 2.6-2.11 ลดหย่อนภาษีรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท)
2.5 เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) สามารถนำเงินลงทุนไปเป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
2.6 เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
วางแผนการเงินด้วยประกันบํานาญ ลดหย่อนภาษีได้ แถมตอนเกษียณยังมีเงินใช้อีกด้วย
2.7 กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
นำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
2.8 กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF : Super Saving Funds) นำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
2.9 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) / กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน นำมาลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
2.10 กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) นำมาลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
2.11 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
(สำหรับกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน ข้อ 2.6-2.11 ลดหย่อนภาษีรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท)
👉 อยากรู้เรื่องกองทุนลดหย่อนภาษี วางแผนครบจบที่นี่
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
2.12 กองทุน TESG ให้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีที่มีการลงทุน
3. ค่าลดหย่อนภาษีกลุ่มเงินบริจาคมีอะไรบ้าง?
3.1 เงินบริจาคทั่วไป ใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
3.2 เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ และบริจาคเพื่อสถานพยาบาลของรัฐ
นำมาลดหย่อนได้ 2 เท่าของ
เงินบริจาคจริง
สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าลดหย่อนภาษี
3.3 เงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง นำมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
โดยจะต้องแสดงหลักฐานการบริจาคเงินที่สามารถตรวจสอบได้
👉 อยากรู้เรื่องเงินบริจาคแบบไหน ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า!
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
4. ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐมีอะไรบ้าง?
4.1 โครงการ Easy E-Receipt 2.0
ระหว่างวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 50,000 บาท
สินค้าและบริการ ที่ไม่เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 2.0 2568 มีอะไรบ้าง?
- กลุ่มที่ 1: สินค้าและบริการทั่วไป (ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาท) เช่น ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT: ใช้ e-Tax Invoice เป็นหลักฐาน และร้านค้าที่ไม่จดทะเบียน VAT: ใช้ e-Receipt เป็นหลักฐาน โดยจำกัดเฉพาะหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
- กลุ่มที่ 2: สินค้าและบริการพิเศษ (ลดหย่อนได้เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท) เช่น สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน, สินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
- รายการสินค้าและบริการที่รับสิทธิ (สำหรับร้านค้าที่ไม่จดทะเบียน VAT) เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร, สื่อสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Book), สินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน และสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม
รายการสินค้าและบริการไหนบ้างที่ไม่รับสิทธิ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สุรา เบียร์ ไวน์) และยาสูบ,
น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ และค่าชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์, ยานพาหนะ (รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ),
ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต), บริการที่มีสัญญาใช้บริการต่อเนื่องเกินช่วงมาตรการ,
เบี้ยประกันวินาศภัย และบริการท่องเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม และโฮมสเตย์
4.2 ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
โดยต้องมีหนังสือรับรองตามที่กำหนด
4.3 ค่าลดหย่อนภาษีจากการสร้างบ้านใหม่ 2567-2568 สามารถลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท ต่อจำนวนค่าก่อสร้างที่จ่ายจริงทุกหนึ่งล้านบาท
แต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท จำกัดเฉพาะการก่อสร้างบ้านใหม่ไม่เกิน 1 หลัง และมีค่าก่อสร้างสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
สำหรับโครงการก่อสร้างตามสัญญาจ้างที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างระหว่างวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เท่านั้น
4.4 มาตรการส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านอยู่อาศัย สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุด 200,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
4.5 โครงการเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด สามารถใช้สิทธิลดหย่อนด้วยการนำค่าที่พักตามที่จ่ายจริง
มาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องมีหลักฐานการชำระเงินเป็นใบกำกับภาษี หรือ e-Receipt หรือ e-Tax Invoice มาแสดงเพื่อใช้สิทธิ
👉 อยากรู้เรื่อง Easy E-Receipt ช้อปลดหย่อนภาษีอะไรได้บ้าง อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
👉 อยากรู้เรื่อง ใบกำกับภาษี ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันสุขภาพ ตัวช่วยลดหย่อนภาษีตัวแรกที่ต้องมี
สำหรับเพื่อน ๆ ชาวออฟฟิศที่มีประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการจากบริษัท จะบอกว่านำไปใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้
ดังนั้นตัวช่วยลดหย่อนตัวแรกที่อยากแนะนำให้ซื้อก็คือ ประกันสุขภาพ เพราะเราจะได้มีความคุ้มครองเพิ่มจากสวัสดิการที่มี
ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษาที่จำกัดของประกันกลุ่ม
นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบมีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ซึ่งเราต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาก้อนแรกเองก่อน ซึ่งเราสามารถใช้ประกันกลุ่มจ่ายค่ารักษาส่วนแรกนี้ก่อนได้ ส่วนค่ารักษาส่วนเกินกว่าที่ระบุในกรมธรรม์ บริษัทประกันจะเป็นคนรับผิดชอบหลังจากนั้น ซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติมเองแบบนี้ จะช่วยให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น แต่จ่ายเบี้ยถูกลง แถมยังนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
เลือก ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
จากเมืองไทยประกันชีวิต ซื้อให้ตัวเองใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี
หรือซื้อให้พ่อแม่ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท เลือกแผนประกันที่ใช่มาช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ
คุ้มครองทั้งโรคมะเร็ง หัวใจ ไต โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ วงเงินเหมาจ่ายตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 100,000,000 บาท
เหมาจ่าย เอ็กซ์ตร้า
ประกันสุขภาพแพ็กเล็กจ่ายเบี้ยสบาย เหมาจ่าย เอ็กซ์ตร้า เลือกความคุ้มครองได้เต็มที่ตามความต้องการ สูงถึง 500,000 บาท(1)
- คุ้มครองอุบัติเหตุ โรคทั่วไป จนถึงโรคร้ายอย่างโรคหัวใจ ปอดอักเสบ
D Health Plus
ประกันสุขภาพแพ็กกลาง D Health Plus เหมาจ่ายวงเงินสูงถึง 5 ล้านบาท(2)
- คุ้มครองโรคเล็ก ๆ โรคออฟฟิศซินโดรม โรคความดันโลหิตสูง โรคลำไส้อักเสบ ไปถึงโรคแรง ๆ อย่างโรคหัวใจ โรคเบาหวาน รวมถึงอุบัติเหตุ
- เหมาจ่ายครบทั้งค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่ารักษา ไม่ต้องรอแอดมิตก็คุ้มครอง
Elite Health Plus
ประกันสุขภาพแพ็กใหญ่จุใจ Elite Health Plus คุ้มครองสูงถึง 20 - 100 ล้านบาทต่อปี
- คุ้มครองโรคทั่วไปและโรคร้ายอย่าง โรคมะเร็ง โรคปอดอักเสบ โรคหัวใจ โรคไต เหมาจ่ายครบทั้งค่าห้อง ค่ารักษา
- เลือกเทคโนโลยีการรักษาได้ทั้ง เคมีบำบัด, Targeted Therapy และ Immunotherapy รวมถึงการวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI ไม่ต้องแอดมิต
- เลือกรักษาได้ทั่วโลก(3)
อยากรู้เรื่องประกันสุขภาพและวิธีการเลือกให้ตรงตามความต้องการ อ่านเพิ่มเติมได้ตามข้อมูลด้านล่าง
👉 ประกันสุขภาพที่ไหนดี? เลือกแบบไหนให้ตอบโจทย์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
👉 เคล็ดลับต้องรู้! สำหรับมือใหม่หัดซื้อประกันสุขภาพ ฉบับเข้าใจง่าย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ประกันลดหย่อนภาษี 2569 ตัวไหนดี ควรซื้อตัวไหนเพิ่มอีกบ้าง?
นอกจากซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ดูแลเรื่องสุขภาพและใช้ลดหย่อนภาษีแล้ว ถ้ามีรายได้มากขึ้น หรืออยากมีความคุ้มครองและตัวช่วยลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ก็สามารถเลือกซื้อประกันแผนอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ประกันชีวิต ประกันบํานาญ ประกันออมทรัพย์ ซึ่งแต่ละแผนนั้นให้ความคุ้มครอง ผลประโยชน์ และใช้ลดหย่อนภาษีไม่เท่ากัน ดังนั้นก่อนซื้อประกันควรศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง เพื่อจะได้รับความคุ้มครองที่ตรงโจทย์ความต้องการมากที่สุด
มาดูกันว่า นอกจากประกันสุขภาพที่ใช้ลดหย่อนได้แล้ว เมืองไทยประกันชีวิตมีประกันดี ๆ ไว้ใช้ลดหย่อนภาษีอะไรอีกบ้าง
ใครยังไม่มีตัวช่วยลดหย่อนภาษี 2568 ลองมาเลือกแบบประกันชีวิตลดหย่อนภาษี 2568 ที่ตรงใจกันได้เลย
ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์
สำหรับใครที่อยากวางแผนการเงินในอนาคต สามารถเลือกซื้อประกันออมทรัพย์ไว้ได้ เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่ง และยังใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี ได้ทั้งผลตอบแทนและความคุ้มครองชีวิต เบี้ยที่จ่ายไม่สูญหาย เลือกประกันชีวิตแบบออมทรัพย์จากเมืองไทยประกันชีวิต
- เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ โปร 10/1 (Global) การลงทุนผ่านประกันชีวิตรูปแบบใหม่ การันตีเงินคืนระหว่างสัญญาทุกปี จ่ายเบี้ยครั้งเดียวไม่เป็นภาระ
-
เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 15/3 (Global)
แบ่งจ่ายเบี้ยสบาย ๆ 3 ปี รับเงินคืนทุกปี และมีโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการลงทุน สมัครง่ายไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ
ประกันชีวิตแบบบำนาญ
การวางแผนรับมือวัยเกษียณได้อย่างลงตัวด้วยประกันชีวิตรูปแบบบำนาญ ได้ทั้งความคุ้มครองและความมั่นใจ
มีเงินสำหรับใช้จ่ายตอนเกษียณ แถมประกันบำนาญยังลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาทต่อปี(4)
การันตีมีเงินคืนให้ทุกปีหลังเกษียณ เลือก
- โครงการเมืองไทย รีเทิร์น รีไทร์ จ่ายเบี้ยสบาย ๆ 5 ปี
-
เมืองไทย 9901 ดี65 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)
จ่ายเบี้ยครั้งเดียว ไม่เป็นภาระระยะยาว
สำหรับใครที่ยังไม่ได้ศึกษาการซื้อประกันแบบต่าง ๆ แต่อยากได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2569 แนะนำให้เลือกซื้อประกันสุขภาพก่อนเลย
เพราะได้ทั้งการคุ้มครองสุขภาพ และยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย หลังจากนั้นจะศึกษาซื้อประกันรูปแบบอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น
ประกันบํานาญ ประกันออมทรัพย์ ลดหย่อนภาษีได้เหมือนกัน แถมยังเป็นการวางแผนการเงินในอนาคต เกษียณไปก็ไม่ต้องกังวล
รายละเอียดเพิ่มเติม
☑️ โทร. 1766 ตลอด 24 ชั่วโมง
☑️ ติดต่อตัวแทนประกันชีวิต หรือ สาขา ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
หมายเหตุ
(1) สำหรับแผนความคุ้มครอง 3 โดยเป็นวงเงินต่อการรักษาแบบผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง
(2) กรณีเลือกความคุ้มครองแผน 5 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินต่อการรักษาครั้งใดครั้งหนึ่ง
(3) กรณีเลือกพื้นที่ความคุ้มครองทั่วโลก
(4) ใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปก่อน หากเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปยังไม่มีหรือยังไม่เกิน 100,000 บาท
ให้นำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญไปใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มจำนวน 100,000 บาท แล้วจึงนำเบี้ยประกันส่วนที่เหลือไปใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ
สูงสุด 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- ความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบท้าย
- ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน หมายถึง ค่าห้องพักเดี่ยวมาตรฐานของโรงพยาบาลในประเทศไทย
- เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด
- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ
- เงื่อนไขเป็นไปตามมาตรฐานและความจำเป็นทางการแพทย์
- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทำประกันภัย
- โครงการเมืองไทย รีเทิร์น รีไทร์ เป็นชื่อทางการตลาดของแบบประกันภัย เมืองไทย 8505 (บำนาญแบบลดหย่อนได้)
ที่มา : สืบค้นเมื่อวันที่ 25/09/68
🔖 กรมสรรพากร